รู้จัก เครดิตบูโร buro

เครดิตบูโร buro

​​​​​​​​​​​​​​​​​เครดิตบูรburo  หรือบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการจัดเก็บข้อมูลบัญชีสินเชื่อและประวัติการชำระสินเชื่อ-และขอสินเชื่อทุกประเภทของบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล​ ซึ่งส่งมาจากสถ​าบันการเงินและบริษัทที่เป็นสมาชิกเครดิตบูโร หากเป็นบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลจะเก็บไว้ไม่เกิน 3 ปี ส่วนสินเชื่อประเภทอื่น ๆ จะเก็บไว้ไม่เกิน 5 ปี นับตั้งแต่มีการส่งข้อมูลเข้ามา โดยข้อมูลที่จัดเก็บหรือรายงานในเครดิตบูโรแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ

  1. ข้อมูลบ่งชี้ คือข้อเท็จจริงที่บ่งชี้ถึงตัวลูกค้า ได้แก่

​ข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ชื่อ-นามสกุล เลขที่บัตรประจำตัวประชาชน วันเดือนปีเกิด ซึ่งไม่มีการจัดเก็บหมายเลขโทรศัพท์

ข้อมูลที่อยู่ที่ลูกค้าแจ้งกับสถาบันการเงินและบริษัทที่เป็นสมาชิกเครดิตบูโร
2.ข้อมูลสินเชื่อที่ได้รับอนุมัติและประวัติการชำระหนี้ จำแนกเป็นรายบัญชีที่มีอยู่ในแต่ละสถาบันการเงินและบริษัทสมาชิก โดยมีข้อมูลที่สำคัญดังนี้

​สรุปข้อมูลบัญชีสินเชื่อ ซึ่งจะบอกว่าลูกค้ามีสินเชื่ออยู่ทั้งหมดกี่บัญชี มีจำนวนบัญชีที่ใช้สิทธิแก้ไขข้อมูลหรือโต้แย้งกี่บัญชี

ประเภทและเลขที่บัญชีของสินเชื่อ

ชื่อผู้ให้สินเชื่อ

วงเงินที่ได้รับอนุมัติ และวงเงินที่ใช้ไป

สถานะของบัญชี เช่น ปกติ  ปิดบัญชี พักชำระหนี้ ค้างชำระหนี้

รายละเอียดการชำระหนี้ ซึ่งจะแสดงประวัติการชำระหนี้ที่ผ่านมา ทั้งที่ชำระตรง ชำระล่าช้า หรือผิดนัดชำระ​ข้อมูลอื่น ๆ เช่น วันที่เปิดบัญชี วันที่ชำระหนี้ล่าสุด วันที่ปิดบัญชี วันที่ปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ​

​ ​​

วิธีการตรวจเครดิตบูโร

บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัดได้เพิ่มช่องทางให้ประชาชนตรวจเครดิตบูโรของตนเองให้ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น โดยสามารถติดต่อขอใช้บริการได้ 2 ช่องทาง​ ดังนี้

  1. ศูนย์ตรวจเครดิตบูโร ทั้ง 4 สาขา รับรายงานภายใน 15 นาที
  2. ​ธนาคารที่เป็นตัวแทนรับคำขอตรวจเครดิตบูโร (เฉพาะกรณีบุคคลธรรมดาเท่านั้น) รับรายงานทางไปรษณีย์ภายใน 7 วัน

สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัดที่ Call Center 0-2643-1250 หรือ www.facebook.com/ilovebureau ​​

 

การขอตรวจเครดิตบูโรเมื่อถูกปฏิเสธสินเชื่อ

กรณีผู้ขอสินเชื่อได้รับหนังสือแจ้งปฏิเสธการให้สินเชื่อจากสถาบันการเงินหรือบริษัทที่เป็นสมาชิกเครดิตบูโรโดยมีสาเหตุจากข้อมูลในเครดิตบูโร ผู้ขอสินเชื่อสามารถยื่นคำขอตรวจเครดิตบูโรกรณีถูกปฏิเสธสินเชื่อได้ที่ศูนย์ตรวจเครดิตบูโร ภายใน 30 วันนับจากวันที่ในหนังสือแจ้งปฏิเสธสินเชื่อ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย พร้อมยื่นเอกสารประกอบดังนี้

  1. บัตรประจำตัวประชาชนพร้อมกรอกแบบคำขอตรวจเครดิตบูโร
  2. หนังสือแจ้งปฏิเสธการให้สินเชื่อของสถาบันการเงิน ที่ระบุว่าไม่อนุมัติสินเชื่อเพราะข้อมูลจากเครดิตบูโร
  3. สำหรับกรณีนิติบุคคล ยื่นสำเนาหนังสือรับรองของนิติบุคคล ที่รับรองไว้ไม่เกิน 3 เดือน พร้อมลงนามรับรองความถูกต้องโดยกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม  บัตรประจำตัวประชาชนของกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม พร้อมสำเนารับรองความถูกต้อง และกรอกแบบคำขอตรวจเครดิตบูโร​

​​ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ Blacklist

หลาย ๆ คนเข้าใจว่า ที่ตนเองไม่ได้รับการอนุมัติสินเ​​ชื่อเป็นเพราะติดเครดิตบูโร ขึ้นบัญชีดำ หรือที่เราเรียกกันทั่ว ๆ ไปว่า “ติด Blacklist” แต่ความจริงแล้ว เครดิตบูโรทำหน้าที่จัดเก็บรักษา รวบรวมข้อมูล และประมวลผลข้อมูลสินเชื่อของลูกค้าตามที่สถาบันการเงินหรือบริษัทที่เป็นสมาชิกจัดส่งให้เท่านั้น มิได้มีหน้าที่ขึ้นบัญชีดำอย่างที่เข้าใจกัน ซึ่งที่จริงแล้วการที่สถาบันการเงินไม่อนุมัติเงินกู้อาจมาจากหลายสาเหตุ เช่น รายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ที่สถาบันการเงินกำหนด หรือข้อมูลที่ปรากฏในเครดิตบูโรไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่ผู้ให้สินเชื่อกำหนดไว้ เช่น มีประวัติการผิดนัดชำระหนี้บ่อยครั้ง นอกจากนี้ คนส่วนใหญ่ยังเข้าใจผิดว่า ถ้าค้างชำระหนี้เกิน 3 ปี หรือถ้าสถาบันการเงินไม่ติดตามทวงถามหนี้จนเกินอายุความแล้ว หรือออกจากกระบวนการล้มละลายแล้ว ข้อมูลเครดิตจะถูกลบ ความเข้าใจดังกล่าวนั้นไม่ถูกต้อง เพราะข้อมูลเครดิตburoจะยังคงอยู่ ในฐานข้อมูลburoไปเรื่อย ๆ ตราบเท่าที่ยังมีหนี้ค้างชำระและสถาบันการเงินหรือบริษัทที่เป็นสมาชิกยังคงนำส่งข้อมูลบัญชีนั้นให้เครดิตburoอยู่​ เข้าใจตรงกันนะ

การขอแก้ไขกรณีข้อมูลเครดิตไม่ถูกต้อง

 

หากพบว่าข้อมูลเครดิตของตนเองไม่ถูกต้อง หรือมีการรายงานข้อมูลเครดิตผิดพลาด ควรแจ้งให้สถาบันการเงินที่เป็นเจ้าหนี้ของเราทราบ นอกจากนี้ ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต พ.ศ. 2545 ลูกหนี้ยังมีสิทธิที่จะยื่นคำขอตรวจสอบ และขอแก้ไขข้อมูลของตนกับเครดิตบูโรได้ โดยติดต่อได้ที่ศูนย์ตรวจเครดิตบูโร โดยมีขั้นตอนการดำเนินการ ดังนี้

  1. เจ้าของข้อมูล กรอกแบบคำขอใช้สิทธิตรวจสอบ/แก้ไขข้อมูลเครดิตหรือทำเป็นหนังสือ ยื่นต่อเครดิตบูโร พร้อมเอกสารประกอบ ดังนี้

บุคคลธรรมดา
• สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรอื่นที่ออกโดยหน่วยงานราชการ พร้อมลงนามรับรองสำเนาถูกต้อง
• สำเนารายงานข้อมูลเครดิตฉบับที่ต้องการแก้ไข (ถ้ามี)
​• เอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง (ถ้ามี)

นิติบุคคล 
• สำเนาหนังสือรับรองนิติบุคคลที่มีอายุไม่เกิน 3 เดือน ซึ่งผู้มีอำนาจลงนามรับรองความถูกต้องพร้อมประทับตราบริษัท (ถ้ามี)
• สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของกรรมการผู้มีอำนาจ พร้อมลงนามรับรองสำเนาถูกต้อง
• สำเนารายงานข้อมูลเครดิตฉบับที่ต้องการแก้ไข (ถ้ามี)
• เอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง (ถ้ามี)​

 

  1. เครดิตบูโรจะแจ้งไปยังสถาบันการเงินและบริษัทที่เป็นสมาชิกที่นำส่งข้อมูล เพื่อให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง และจะแจ้งผลให้เจ้าของข้อมูลทราบภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับคำขอตรวจสอบ/แก้ไขข้อมูลเครดิต

​3.   เมื่อได้รับแจ้งผลการตรวจสอบแล้ว หากเจ้าของข้อมูลไม่เห็นด้วยกับผลตรวจสอบ และมีข้อโต้แย้งที่ไม่อาจหาข้อยุติได้ สามารถยื่นคำขอใช้สิทธิบันทึกข้อโต้แย้งไว้ในระบบฐานข้อมูลของเครดิตบูโรได้ และมีสิทธิในการยื่นอุทธรณ์ข้อโต้แย้งต่อคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลเครดิตได้ ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งสิทธิ

ทั้งนี้ สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด

Get Widget